Tags

    หน่วยที่5เรื่องระบบแมกนีโต

    ระบบ MAGNETO เป็นระบบโทรศัพท์ระบบแรกของระบบโทรศัพท์ที่มีการผลิตขึ้นมาใช้ ซึ่งมีการ ทำงานเป็นแบบ MANUALOกล่าวคือต้องมี OPERATOR เป็นผู้ควบคุมการติดต่อทั้งหมด และที่แปลกกว่าปัจจุบัน คือ เครื่องโทรศัพท์ที่อยู่ตามบ้านผู้เช่าจะมี BATTERY และ MAGNETO GENERATORอยู่ร่วมกับเครื่องโทรศัพท์ด้วย โดย BATTERYจะทำหน้าที่จ่ายไฟเลี้ยงส่วน MAGNETOGENERATOR จะเป็นตัวกำเนิดไฟ AC 50 V ซึ่งหมุนโดยมือของผู้เรียก ไฟนี้จะไปทำให้กระดิ่งผู้รับดัง ก็จะทำให้การติดต่อสื่อสารถึงกันได้

    1 วงจรเครื่องโทรศัพท์
    วงจรเครื่องโทรศัพท์นี้ เป็นวงจรพื้นฐานของเครื่องโทรศัพท์ทั่วๆ ไป ซึ่งประกอบด้วย ปากพูด หูฟัง กระดิ่ง ขดลวด เหนี่ยวนำและฮุคสวิทช์

    2. แม็กนีโตเจนเนอเรเตอร์(Magneto Generator)
    แม็กนีโตเจนเนอเรเตอร์เป็นตัวกำเนิดไฟฟ้า 50 VAC โดยหมุนด้วยมือที่ความเร็วประมาณ 950 รอบต่อนาที จะได้ไฟ ออกมาประมาณ 50 VAC

    โครงสร้างของ แม็กนีโตเจนเนอเรเตอร์ ประกอบด้วยแม่เหล็กถาวร เป็น อาร์มาเจอร์ (Armature) และขดลวด ที่ทำ หน้าที่เป็นขดลวดหมุน (Rotor) เมื่อหมุนขดลวดจะตัดกับสนามแม่เหล็กถาวร ทำให้เกิดแรงเคลื่อนขึ้นในขดลวด เป็นไฟ AC ประมาณ 50 Volt แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเร็วที่หมุนด้วย
    หน้าที่ของแม็กนีโตเจนเนอเรเตอร์ คือ กำเนิดไฟ AC ประมาณ 50 Volt ซึ่งผู้เรียกจะต้อง หมุนเพื่อเรียก พนักงาน ต่อสาย โดยไฟ 50 Volt AC จะวิ่งไปตามสาย ไปทำให้กระดิ่ง หรือหลอดไฟที่โต๊ะของพนักงานต่อสายดัง หรือติดขึ้นมา ทำให้ พนักงาน ต่อสาย รับทราบการเรียก และทำการตอบรับผู้เรียกต่อไป

    3 แบตเตอร์รี่ (Battery)
    ที่เครื่องโทรศัพท์ผู้เช่าทุกเครื่อง จะต้องมีแบตเตอรี่อยู่ด้วย เพราะระบบนี้เป็นแบตเตอรี่ประจำตัว (Local Battery) ผู้เช่า จะต้องจ่ายไฟเลี้ยงสายเอง ชุมสายจะไม่มีแบตเตอรี่จ่ายให้ ทำให้แบตเตอรี่เป็นปัญหามากในโทรศัพท์ระบบแม็กนีโต เนื่องจาก คุณภาพของแบตเตอรี่ในสมัยนั้นไม่ดี และไม่มีความทนทาน ผู้เช่าจะต้องดูแลแบตเตอรี่ เป็นอย่างดี อยู่ตลอดเวลา จึงจะใช้งานได้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในระบบต่อมาจึงเปลี่ยนจากแบตเตอรี่ประจำตัว เป็นแบตเตอรี่กลาง (Central Battery) ซึ่งชุมสายเป็นผู้จ่ายไฟเลี้ยงสายทั้งหมด ซึ่งทำให้แบตเตอรี่อยู่ที่ชุมสายจุดเดียว ง่ายต่อการบำรุงรักษา ทำให้วิธีการแบตเตอรี่กลาง มีใช้มาถึงปัจจุบัน

    วงจรระบบแม็กนีโต

    ส่วนประกอบที่สำคัญในวงจร ชุมสาย ประกอบด้วย

    1.ซับดร็อปอินดิเคเตอร์ (Sub. Drop Indicator)

    ซับดร็อปอินดิเคเตอร์เป็นหลอดไฟฟ้าประจำผู้เช่าทุกเครื่อง หลอดไฟนี้จะติดเมื่อผู้เรียกหมุน เจนเนอเรเตอร์ ไฟ 50 VAC จาก เจนเนอเรเตอร์ จะทำให้ติด เพื่อเรียกให้พนักงานต่อสายรู้ โดยหลอดไฟนี้จะอยู่คู่กับแจ๊ค (Jack) ของผู้เช่าทุกคน บนแผงหน้าปัด (Switch Board) ของพนักงานต่อสาย เมื่อหลอดใดติดก็จะรู้ว่า ผู้เช่านั้นเรียกเข้ามา

    2. ซับแจ๊ค (Sub. Jack)

    ซับแจ๊ค นี้จะต่อมาจากสายของผู้เช่าแต่ละเครื่อง และอยู่บนแผงหน้าปัด ของพนักงานต่อสาย คู่กันกับ ซับดร็อป อินดิเคเตอร์

    3. A-Plug

    A-Plug เป็นปลั๊ก (Plug) ด้านผู้เรียก จะต้องเสียบเข้ากับแจ๊คของผู้ที่เรียกเข้ามา ไม่ควรนำไปเสียบด้านผู้รับ

    4. C-Plug

    C-Plug เป็นปลั๊ก (Plug) ด้านผู้รับ จะต้องเสียบเข้ากับแจ๊คของผู้รับ ในกรณีที่ต้องการเรียกผู้รับเท่านั้น ไม่ควรนำไป เสียบด้านผู้เรียก เพราะเวลาส่งกระดิ่ง สัญญาณกระดิ่ง จะออกไปจาก C-Plug นี้

    5. ตัวกำเนิดสัญญาณกระดิ่ง (Ringing Source)


    เป็นตัวกำเนิดสัญญาณกระดิ่ง โดยปกติแล้วจะมีค่าประมาณ 90 VAC 25 Hz

    6. เทอร์มิเนติ่งดร็อป (Terminating Drop)


    เทอร์มิเนติ่งดร็อป เป็นหลอดไฟที่แสดงเมื่อคู่สนทนาหยุดสนทนา โดยให้คู่สนทนาคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน หมุน เจนเนอเรเตอร์ แล้วทำให้เทอร์มิเนติ่งดร็อป ติดนั้นแสดงว่าคู่สนทนาหยุดสนทนาแล้ว พนักงานต่อสายก็จะถอด A-Pulg และ C-Plug ออก

    7. K1

    K1 เป็นสวิทช์ที่สับระหว่างเทอร์มิเนติ่งดร็อป กับ ปากพูด หูฟังของพนักงานต่อสาย (Opertor Head Phone) ว่าจะทำให้อันไหนต่อกับสาย

    8. K2

    K2 เป็นสวิทช์ส่งกระดิ่งโดยการสับสวิทช์เรียก ผู้รับให้มารับโทรศัพท์ การสับสวิทช์ K2 นี้ พนักงานต่อสายจะเป็นผู้กระทำ

    หลักการทำงานของ ชุมสายโทรศัพท์ระบบแม็กนีโต มีขั้นตอนดังนี้

    เมื่อผู้เรียก (Calling Subscriber) จะโทรศัพท์ ต้องหมุนแม็กนีโตเจนเนอเรเตอร์ เพื่อเรียกพนักงานต่อสายก่อน การที่ผู้เรียกหมุนเจนเนอเรเตอร์ จะมีไฟ 50 VAC มาทำซับดร็อปอินดิเคเตอร์ติด พนักงานต่อสายเห็นก็จะนำเอา A-Pulg เสียบเข้าที่ แจ๊คของผู้เรียก พนักงานต่อสายก็จะสอบถามผู้เรียกว่าต้องการติดต่อกับใคร เมื่อพนักงานต่อสายรู้จุดประสงค์ ก็จะนำ C-Plug เสียบเข้าที่แจ๊คของผู้รับที่ต้องการ พร้อมทั้งผลักสวิทช์ K2 เพื่อส่งสัญญาณกระดิ่งไปให้ผู้รับเป็นจังหวะ ในขณะผลักสวิทช์ K2 อยู่นั้น พนักงานต่อสายก็ต้องตรวจดูว่า ผู้รับยกหูหรือยัง ถ้ายกหูรับแล้วก็จะหยุดส่งสัญญาณกระดิ่ง แล้วปล่อยให้ผู้เรียก และผู้รับ สนทนากัน ส่วนพนักงานต่อสายก็ผลัก Switch K1 ให้มาอยู่ในตำแหน่งเทอร์มิเนติ่งดร็อป เมื่อคู่สนทนาเลิกสนทนาแล้ว ให้คนใด คนหนึ่งหมุน เจนเนอเรเตอร์ เพื่อแสดงว่าเลิกสนทนาไฟ 50 VAC จาก เจนเนอเรเตอร์ ทำให้ เทอร์มิเนติ่งดร็อปติด พนักงาน ต่อสายก็รู้ว่าเลิกสนทนาแล้ว ก็จะถอด A-Plug และ C-Plug ออก เป็นการหยุดการใช้งานสำหรับคู่นี้ และรอบริการคู่อื่นต่อไป

    การขยายเลขหมาย

    ในระบบแม็กนีโต การขยายเลขหมายสามารถทำได้โดยง่าย โดยเพิ่มเฉพาะวงจรควบคุมเลขหมาย เข้ามาเท่านั้น และวงจรควบคุมเลขหมายก็ไม่มีอะไร ยุ่งยากมีเพียงแจ็คและหลอดไฟเท่านั้น ดังรูป การเพิ่มต้องเพิ่มเท่ากับ จำนวนเลขหมายที่ต้องการ

    การขยายวงจร

    การขยายวงจรพูด ทำได้โดยการเพิ่มวงจร ชุมสาย ให้มากขึ้น เพราะวงจร ชุมสาย คือ วงจรพูด สามารถเพิ่มได้ ตามความต้องการ ดังรูป



    ที่มาจากhttp://www.one-2-win.com/telephone_02.htm

    1/2/3/4/5/6/7/8/9/10/11

    ย้อนกลับ










    Comments

    /groups/poly_electronics/search/index.rss?tag=hotlist/groups/poly_electronics/search/?tag=hotWhat’s HotHotListHot!?tag=hot0/groups/poly_electronics/sidebar/HotListNo items tagged with hot.hot/groups/poly_electronics/search/index.rss?sort=modifiedDate&kind=all&sortDirection=reverse&excludePages=wiki/welcomelist/groups/poly_electronics/search/?sort=modifiedDate&kind=all&sortDirection=reverse&excludePages=wiki/welcomeRecent ChangesRecentChangesListUpdates?sort=modifiedDate&kind=all&sortDirection=reverse&excludePages=wiki/welcome0/groups/poly_electronics/sidebar/RecentChangesListmodifiedDateallRecent ChangesRecentChangesListUpdateswiki/welcomeNo recent changes.reverse5search